คลัง หั่น! GDP ไทย ปี 69 เหลือ 1.6% เงินเฟ้อ 3% จากแรงกดดันราคาพลังงาน
คลัง หั่น! GDP ไทย ปี 69 เหลือ 1.6% จาก 2.4% ในปี 68 เงินเฟ้อแตะ 3% จากแรงกดดันพลังงาน-ภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ ม.หอการค้าไทย มองเม็ดเงินไทยช่วยไทยพลัส กระตุกเศรษฐกิจ โตในกรอบ 1.5-2.0%
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 อยู่ในทิศทางของการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้จะต้องเผชิญกับแรงเสียดทานจากปัจจัยภายนอกประเทศและภูมิรัฐศาสตร์โลก อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังพร้อมดำเนินนโยบายเชิงรุกเพื่อรักษาระดับการขยายตัว ควบคู่ไปกับการเร่งเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
คาดว่า ในปี 2569 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ร้อยละ 1.6 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 1.1-2.1)
การขยายตัวดังกล่าวมีแรงสนับสนุนหลักจากอุปสงค์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยด้านการส่งออกคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวที่ร้อยละ 6.2 ได้รับอานิสงส์สำคัญจากการฟื้นตัวของอุปสงค์จากประเทศคู่ค้าหลัก ประกอบกับสัญญาณการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสแรก โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลก ขณะที่ด้านการนำเข้าคาดว่ามูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวที่ร้อยละ 13.9 ซึ่งเป็นการขยายตัวที่สอดคล้องกับทิศทางการผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยส่วนใหญ่เป็นการเร่งนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ เพื่อรองรับแนวโน้มการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนและการผลิตเพื่อการส่งออกในระยะต่อไป รวมถึงเป็นผลจากราคานำเข้าพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น
ด้านอุปสงค์ในประเทศ มีทิศทางขยายตัวอย่างแข็งแกร่งและเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยการบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ร้อยละ 2.3 ได้รับปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ช่วยกระจายรายได้สู่ระดับฐานราก ตลอดจนมาตรการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของภาครัฐที่ช่วยพยุงกำลังซื้อของครัวเรือน ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 3.2 ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้น มีการติดตามและเร่งรัดการลงทุนจริงอย่างต่อเนื่อง มีการดำเนินการ Thailand FastPass และการปลดล็อกอุปสรรคหลักที่นักลงทุนให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในการใช้ไทยเป็นฐานการผลิต
สำหรับภาคการคลัง จะกลับมามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ โดยคาดว่า การบริโภคภาครัฐจะขยายตัวร้อยละ 1.3 และการลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 1.7 อันเป็นผลจากการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่คาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จทันตามกรอบเวลา ซึ่งจะช่วยให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) ที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน (Crowding-in effect) ได้อีกทางหนึ่ง ด้านการลงทุนของรัฐวิสาหกิจมีทิศทางการเบิกจ่ายที่ดีอย่างต่อเนื่องโดยครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2569 สามารถเบิกจ่ายได้สูงถึง 1.17 แสนล้านบาท และมีอัตราการเบิกจ่ายราวร้อยละ 50.0 สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ เสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ร้อยละ 3.0 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.5-3.5) ตามทิศทางราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้น โดยมีสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 91.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ช่วงคาดการณ์ที่ 86.0-96.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล) ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมาย ขณะที่เสถียรภาพภายนอกประเทศมีความแข็งแกร่ง โดยคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 6.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 1.0 ของ GDP
และท่ามกลางความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์โลก วิกฤตพลังงาน และเทคโนโลยี AI กระทรวงการคลังตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเต็มศักยภาพ สร้างโอกาสให้ SMEs และยืนยันความพร้อมในการบริหารจัดการพื้นที่ทางการคลังอย่างยืดหยุ่น โดยแม้จะยังคงยึดมั่นในกรอบวินัยการคลัง แต่ก็พร้อมดำเนินนโยบายผ่อนคลายหากมีความจำเป็น เพื่อผลักดันเป้าหมายในการขยายสัดส่วนการลงทุนของประเทศให้เพิ่มขึ้นแตะระดับร้อยละ 30.0 ต่อ GDP โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล อันจะเป็นการวางรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจของไทยอย่างยั่งยืนต่อไป
ขณะที่ ปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อาทิ 1) ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อและกระทบต่อราคาพลังงาน 2) ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า 3) สถานการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดวิกฤตอุณหภูมิสูงและภัยแล้ง และ 4) ความเปราะบางทางการเงิน โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ (SMEs) ที่ยังอยู่ในระดับสูง
ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มองว่า เศรษฐกิจยังเปราะบาง ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่าย จึงประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะสามารถเติบโตได้เพียง 1.4-1.5% เท่านั้น แต่จากที่รัฐบาลได้เตรียมดำเนินมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและพยุงเศรษฐกิจ ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งมีคนละครึ่งพลัส รวมอยู่ด้วยนั้น โดยโครงการคาดว่าจะมีการให้เงินช่วยเหลือคนละ 1,000 บาท/เดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือน ในกลุ่มเป้าหมาย 20 ล้านคน คิดเป็นเม็ดเงินงบประมาณกว่า 80,000 ล้านบาท
และเมื่อนำเม็ดเงินก้อนดังกล่าวไปรวมกับเม็ดเงินจากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกประมาณ 56,000 ล้านบาท รวมถึงแรงสมทบการใช้จ่ายจากฝั่งประชาชน จะทำให้เกิดเม็ดเงินสะพัดหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยชดเชยภาระค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นได้ คาดการณ์ว่ามาตรการเหล่านี้จะสามารถกระตุกให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นและกลับไปเติบโตได้ในกรอบ 1.5%-2.0%
นอกจากนี้ ยังมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากการเดินหน้าโปรโมทโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแลนด์บริดจ์ (Landbridge) เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ภาคการส่งออกที่ยังคงรักษาระดับการจ้างงานได้ดี และการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางเชื่อมโยงเมืองหลักและเมืองรอง
อย่างไรก็ตาม ศูนย์พยากรณ์ฯ ได้เปิดเผย ผลสำรวจสถานภาพแรงงานไทย จากกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน จำนวน 1,250 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่า กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน บรรยากาศทางเศรษฐกิจในปัจจุบันยังมีสัญญาณชะลอตัว ประชาชนระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงเทศกาลสงกรานต์
ผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวส่งผลให้การใช้จ่ายในช่วงวันแรงงานปีนี้ซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด โดยคาดว่า จะมีเม็ดเงินสะพัดเพียง 2,120 ล้านบาท ซึ่งเป็นการหดตัวถึง 3% ถือเป็นการติดลบครั้งแรกและเป็นมูลค่าการใช้จ่ายที่ขยายตัวน้อยที่สุดในรอบ 5 ปี สำหรับกิจกรรมส่วนใหญ่ในช่วงวันหยุดวันแรงงานปีนี้ กลุ่มตัวอย่างถึง 45% เลือกที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยการพักผ่อนอยู่บ้าน รองลงมาคือการไปซื้อของและทานอาหารนอกบ้านตามลำดับ ขณะที่กิจกรรมด้านการท่องเที่ยวลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับปีก่อน
เมื่อวิเคราะห์ถึงสถานภาพทางการเงินและการเก็บออมของกลุ่มแรงงาน พบว่า อยู่ในเกณฑ์ที่น่ากังวล เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างถึง 79.1% ไม่มีการวางแผนเก็บออมหรือไม่มีเงินเหลือเพียงพอที่จะเก็บออมในแต่ละเดือน มีเพียง 20.9% เท่านั้นที่สามารถจัดสรรรายได้เพื่อการออม โดยมีเงินออมเฉลี่ยประมาณ 1,219 บาทต่อเดือน
ในขณะเดียวกัน ภาระหนี้สินยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในการดำรงชีวิต โดยพบว่า กลุ่มตัวอย่างถึง 98% มีหนี้สินติดตัว ซึ่งส่งผลให้ภาระหนี้ครัวเรือนโดยเฉลี่ยในปีนี้พุ่งสูงถึง 494,500 บาทต่อครัวเรือน และต้องแบกรับภาระผ่อนชำระเฉลี่ยประมาณ 10,800 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ สัดส่วนหนี้ส่วนใหญ่กว่า 87% เป็นหนี้ในระบบ สาเหตุหลักของการกู้ยืมคือเพื่อนำมาใช้อุปโภคบริโภคส่วนบุคคล ชำระหนี้บัตรเครดิต ซื้อยานพาหนะ และที่อยู่อาศัย
นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า หนี้สินที่เกิดจากค่ารักษาพยาบาลและการศึกษามีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนจากปีก่อน สอดคล้องกับข้อมูลที่ว่า แรงงานบางส่วนเริ่มประสบปัญหาการชำระหนี้ ต้องแบ่งจ่ายเป็นส่วนๆ หรือขาดการชำระ เนื่องจากมีรายจ่ายฉุกเฉินและรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายในชีวิตประจำวัน
อีกหนึ่งปัจจัยที่เข้ามาซ้ำเติมภาระค่าใช้จ่ายของแรงงานคือการปรับเพดานเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมที่เพิ่มขึ้นเป็น 875 บาทต่อเดือน และจะมีการขยับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต นโยบายดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้สุทธิของผู้มีรายได้น้อยและเพิ่มต้นทุนให้กับฝั่งผู้ประกอบการ
โครงสร้างค่าใช้จ่ายในปัจจุบันของแรงงานส่วนใหญ่จึงหมดไปกับค่าอาหารและเครื่องดื่มเป็นอันดับแรก รองลงมาคือการชำระหนี้สินและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย ยิ่งไปกว่านั้น แรงงานยังต้องเผชิญกับสถานการณ์ราคาสินค้าที่แพงขึ้นและภาระดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
โดยกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับค่าจ้างรายวันมองว่า ค่าแรงขั้นต่ำที่เหมาะสมกับค่าครองชีพในปัจจุบันควรอยู่ที่ประมาณ 495 บาทต่อวัน อย่างไรก็ตาม หากยังไม่มีการปรับขึ้นค่าแรง พวกเขาต้องการให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือแบ่งเบาภาระในส่วนของค่าเดินทาง ค่าสาธารณูปโภค และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้
ทั้งนี้ แรงงานกว่า 67% ไม่เห็นด้วยหากการปรับขึ้นค่าแรงจะทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในตลาดปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย พร้อมทั้งเสนอให้รัฐบาลเร่งเข้ามาดูแลปัญหาแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาแย่งอาชีพคนไทย การจัดสรรเงินช่วยเหลือกรณีตกงาน รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลให้เหมาะสม
ขณะเดียวกัน แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่พบสัญญาณการเลิกจ้างงานอย่างรุนแรงหรือการปิดกิจการเป็นวงกว้าง แต่ในภาคธุรกิจได้เริ่มมีการปรับลดชั่วโมงการทำงานและการทำล่วงเวลาลงเพื่อสอดคล้องกับยอดขายที่ลดลง สถานการณ์ดังกล่าวทำให้กลุ่มแรงงานมีรายได้ลดลงและสูญเสียโอกาสในการหารายได้เสริม
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB